วันพุธที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

ซินไบโอติก





โพรไบโอติก จุลินทรีย์สุขภาพ
สายพันธุ์ บิฟิโดแบคทีเรียม เบรเว เอ็ม – 16 วี (Bifidobacterium Breve M – 16V) ที่คัดสรรเฉพาะผ่านการพิสูจน์ทางการแพทย์แล้วว่าปลอดภัยต่อลูกรักและช่วยลดจำนวนจุลินทรีย์ก่อโรค

พรีไบโอติก
อาหารสำหรับจุลินทรีย์สุขภาพ ประกอบด้วยโอลิโกแซกคาไรด์ 2 ชนิด กอส และ แอลซีฟอส (GOS/Ic FOS)
ในสัดส่วน 9 : 1 ที่ผ่านการพิสูจน์ทางการแพทย์แล้วว่าช่วยลดการติดเชื้อในระบบต่างๆ และเสริมสร้างภูมิต้านทานให้แก่ลูกรัก

ที่มา : http://www.synbioprotect.com/syn.html

วันพุธที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2554

ประโยชน์ของกล้วย

สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 30


ประโยชน์ของกล้วย โดย รองศาสตราจารย์เบญจมาศ ศิลาย้อย

         กล้วยมีความผูกพันในวิถีชีวิตคนไทยมาช้านาน คนไทยรู้จักใช้ประโยชน์จากต้นกล้วย นอกจากบริโภคเป็นอาหารแล้ว ทุกส่วนของ กล้วยยังนำมาใช้ในพิธีกรรมต่างๆ รวมทั้งในชีวิตประจำวันด้วย

หัวข้อ
การใช้ประโยชน์ในการบริโภค
          กล้วยเป็นผลไม้ที่มีเปลือกหุ้มเช่นเดียวกับผลไม้อื่นๆ แต่วิธีการปอกเปลือก กล้วยนั้น ไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องมือ เพียงใช้มือเด็ดปลายหรือจุก ก็สามารถ ปอกเปลือกได้ด้วยมือและรับประทานได้ทันที จึงเป็นผลไม้ที่รับประทานง่าย ดังคำโบราณว่า “ง่ายเหมือนปอกกล้วยเข้าปาก” นอกจากปอก เปลือกง่ายแล้ว กล้วยสุกเมื่อรับประทานแล้ว ก็จะลื่นลงกระเพาะได้ง่าย และ ย่อยง่าย ด้วยเหตุที่กล้วยลื่นลงกระเพาะได้ง่าย ทำให้บางคนไม่ค่อยเคี้ยว กล้วยซึ่งเป็นวิธีการที่ผิด การรับประทานกล้วยจำเป็นต้องเคี้ยวให้ละเอียด เพราะกล้วยมีแป้งร้อยละ  ๒๐ - ๒๕  ของเนื้อกล้วย  ถ้าเคี้ยวไม่ละเอียด น้ำย่อยในกระเพาะต้องทำงานหนัก  หากย่อยไม่ทันกล้วยจะอืดในกระเพาะ  อย่างไรก็ตามกระเพาะของคนใช้เวลาในการย่อยกล้วยสั้นกว่าการย่อยส้ม นม กะหล่ำปลี  หรือแอปเปิล  ดังนั้นคนไทยจึงนิยมใช้กล้วยที่ขูดเอาแต่เนื้อ ไม่เอาไส้ บดละเอียดให้ ทารกรับประทาน นอกจากทารกแล้ว  คนชราก็รับประทานกล้วยได้ดีเช่นกัน ในกรณีคนหนุ่มสาว กล้วยเหมาะสำหรับคนที่ ต้องการลดความอ้วน เนื่องจากกล้วยมีคุณค่าทางอาหารสูงพอๆ กับมันฝรั่ง แต่มีปริมาณไขมัน คอเลสเตอรอล และเกลือแร่ต่ำ กล้วยมีโซเดียม เพียงเล็กน้อยแต่มีโพแทสเซียมสูง การมีโพแทสเซียมสูงนี้จะช่วยลดความดัน โลหิตลงได้ ในประเทศอินเดียมีความเชื่อว่า หากรับประทานกล้วย ๒ ผลต่อวัน จะ สามารถลดความดันโลหิตได้ถึงร้อยละ ๑๐ ภายในระยะเวลา ๑ สัปดาห์
         กล้วยยังเป็นผลไม้ที่เหมาะสำหรับผู้ที่เป็นโรค เกี่ยวกับทางเดินอาหาร และท้องเสียบ่อย เพราะสามารถช่วยลดแก๊สในกระเพาะ อาหารได้ กล้วยเมื่อยังดิบจะมีแป้งมาก  แต่เมื่อสุกแป้งจะเปลี่ยนเป็น น้ำตาล ดังนั้นหากท้องเดิน การกินกล้วยดิบจะช่วยทำให้อาการท้องเดินหยุด ได้ และเมื่อเป็นโรคกระเพาะ ให้กินกล้วยที่สุกแล้ว สำหรับกล้วยที่ทำให้สุก ด้วยความร้อน วิตามินจะลดลง


คุณค่าทางอาหารของผลกล้วยสุก หนัก ๑๐๐ กรัม
น้ำ ๗๕.๗ กรัม
พลังงาน ๘๕ แคลอรี
โปรตีน ๑.๑ กรัม
ไขมัน ๐.๒ กรัม
คาร์โบไฮเดรต ๒๒.๒ กรัม
เถ้า ๐.๘ กรัม
แคลเซียม ๘.๐ มิลลิกรัม
เหล็ก ๐.๗ มิลลิกรัม
โพแทสเซียม ๓๗๐ มิลลิกรัม
แมกนีเซียม ๓๓ มิลลิกรัม
วิตามินเอ ๑๙๐ IU
ไทอะมีน (Thaiamine) ๐.๐๕ มิลลิกรัม
ไรโบฟลาวิน (Riboflavin) ๐.๐๖ มิลลิกรัม
ไนอะซิน (Niacin) ๐.๗ มิลลิกรัม
วิตามินซี ๑๐.๐ มิลลิกรัม

การใช้ประโยชน์ในพิธีกรรมต่างๆ และในชีวิตประจำ
          ในพิธีทางศาสนา เช่น การเทศน์มหาชาติ และการทอดกฐิน มักใช้ต้นกล้วยประดับธรรมาสน์ และองค์กฐิน
          ในพิธีตั้งขันข้าว  หรือค่า บูชาครูหมอตำแย  สำหรับผู้หญิงที่ตั้งครรภ์ และไปขอให้หมอตำแยทำคลอดให้ จะต้องใช้กล้วย  ๑  หวี พร้อมทั้งข้าวสาร หมากพลู  ธูปเทียนสำหรับการทำพิธีบูชาครูก่อนคลอด และเมื่อคลอดแล้วจะต้องอยู่ไฟ ก็ยังใช้ต้นกล้วยทำเป็นท่อนล้อมเตาไฟ ป้องกัน การลามของไฟ
          ในพิธีทำขวัญเด็ก  เมื่อเด็กอายุได้ ๑  เดือน กับ ๑ วัน มีการทำขวัญเด็กและโกนผมไฟ จะมีกล้วย ๑ หวี เป็นส่วนประกอบในพิธีด้วย
          ในพิธีแต่งงาน  มักมีต้นกล้วยและต้นอ้อยในขบวนขันหมาก  พร้อมทั้งมีขนมกล้วย และกล้วยทั้งหวี เป็นการเซ่นไหว้เทวดาและบรรพบุรุษ
          ในการปลูกบ้าน  เมื่อมีพิธีทำขวัญยกเสาเอก จะใช้หน่อกล้วยผูกมัดไว้ที่ปลายเสาร่วมกับต้น อ้อย และเมื่อเสร็จพิธีก็จะมีการลาต้นกล้วยและต้นอ้อยนั้น นำมาปลูกไว้ใน บริเวณบ้าน จากนั้นประมาณ ๑ ปี หรือเมื่อปลูกบ้านเสร็จแล้วพร้อมอยู่อาศัย ก็มีกล้วยไว้กินพอดี
          ในงานศพ ในสมัยโบราณ มีการนำใบตองมารองศพ ก่อนนำศพวางลงในโลง
             นอกจากนี้ใบตองยังมีบทบาทสำคัญมากในพิธีกรรมต่างๆ โดยการนำมาทำกระทงใส่ของ ใส่ดอกไม้ และประดิษฐ์เป็นกระทงบายศรี

          ในชีวิตประจำวัน ใช้ใบตองใน การห่อผักสดและอาหาร เนื่องจากใบตองสดมีความชื้น  ดังนั้นเมื่อใช้ห่อผักสด หรืออาหาร ความชื้นจะช่วยรักษาผักหรืออาหารให้สดอยู่เสมอ นอกจากนี้ใบตองยังทนทานต่อความเย็นและความร้อน ดังนั้นเมื่อนำใบตองห่ออาหาร แล้วเอาไปปิ้ง นึ่ง ต้ม ใบตองก็จะไม่สลายหรือละลายเหมือนเช่นพลาสติก จึงมี อาหารหลายอย่างที่ห่อใบตองแล้วนำไปนึ่ง เช่น ห่อหมก ข้าวต้มผัด  ขนมกล้วย  ขนมตาล  ขนมใส่ไส้  หรือเอาไปปิ้ง เช่น ข้าวเหนียวปิ้ง หรือนำไปต้ม  เช่น  ข้าวต้มมัด หรือข้าวต้มจิ้ม อาหารเหล่านี้เมื่อนำไปต้ม ปิ้ง หรือนึ่งแล้ว ยังทำให้เกิด ความหอมของใบตองอีกด้วย สำหรับใบตองแห้งนำมาใช้ทำกระทงเพื่อใส่อาหาร ห่อ กะละแม มวนบุหรี่ โดยใบตองแห้งก็จะมีกลิ่นหอมเช่นกัน ที่มหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ได้มีการทดลองนำเอาใบตองแห้งมาอัดกันแน่นหลายๆ ชั้น ทำเป็นภาชนะใส่ของแทนการใช้โฟมได้อีกด้วย
             ใบตองแห้งยังนำไปใช้ในงานศิลปกรรมไทยได้อีกหลายอย่าง  เช่น นำไปทำรักสมุก  ในงานของช่างเขียน  ช่างปั้น  ช่างแกะ  และช่างหุ่น เพราะรักสมุกใบตองแห้ง ช่วยในการเคลือบและปกป้องเนื้อ ไม้ ขัดแต่งง่าย เมื่อแห้งผิวเป็นมัน น้ำหนักเบา เหมาะในการทำหัวโขน และการลงรักปิดทอง
             ในสมัยโบราณ เมื่อยังใช้เตารีดที่เป็นเตาถ่าน หากเตาร้อนมากไปก็เอามารีดบนใบตองสด ก่อนนำไปรีดบนผ้า เพราะใบตองมีสารจำพวก ขี้ผึ้งหุ้มอยู่ ขี้ผึ้งจะช่วยเคลือบเตารีด ทำให้รีดผ้าไม่ติด
          กาบกล้วย
 ใช้ในศิลปะการแทงหยวกไว้ที่เชิงตะกอนเวลาเผา ศพ ส่วนใหญ่ใช้กาบกล้วยตานี เพราะกาบกล้วยตานี ขาวสะอาด ทำให้หยวกที่แทงมีลวดลายสวยงาม งานแทงหยวกเป็นงานที่ต้องทำหลายคนแล้วเอามา ประกอบกัน โดยช่างผู้ทำต้องสลักเป็นลายไทยต่างๆ เช่น กระจังตาอ้อย  กระหนกเปลว  ครีบสิงห์  แข้งสิงห์  รักร้อย และเครือเถา  นอกจากนี้กาบกล้วยยังนำมาฉีกเป็นเส้นใหญ่ๆ ใช้มัดผักเป็นกำๆ เช่น  ชะอม  ตำลึง เพื่อให้ความชื้นกับผัก  เพราะกาบกล้วยมีน้ำอยู่มาก ถ้าฉีกเป็นเส้นเล็กๆ ก็ใช้มัดของแทนเชือกได้ กาบกล้วยเมื่อแห้งอาจนำมาทำ เป็นเชือกกล้วย  สำหรับผูกของและสานทำเป็นภาชนะรองของ หรือสานเป็นกระเป๋า สุภาพสตรี นอกจากนี้ใยของกาบกล้วยยังนำมาใช้ทอผ้าได้ด้วยเช่นกัน
          ต้นกล้วย ที่หั่นเป็นท่อนๆ  อาจใช้เป็นทุ่นลอยน้ำให้เด็กๆ ใช้หัดว่ายน้ำ หรือนำมาทำเป็นแพสำหรับตั้งสิ่งของให้ลอยอยู่ในน้ำ
          ก้านกล้วย  เมื่อเอาแผ่นใบออกแกนกลางหรือเส้นกลางใบ อาจนำมาใช้มัดของ หรือนำมาทำของ เล่นเด็กๆ ได้ เช่น ทำเป็นม้าก้านกล้วย และปืนก้านกล้วย ซึ่งเป็นของเล่นของเด็กไทยใน สมัยก่อน


บรรณานุกรม
นางเบญจมาศ ศิลาย้อย

ที่มา :http://guru.sanook.com/encyclopedia/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%82%E0%B8%A2%E0%B8%8A%E0%B8%99%E0%B9%8C%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%A7%E0%B8%A2/